‘คอลเซ็นเตอร์’ระบาดหนัก รู้ขั้นตอนเชือดรอดหวุดหวิด!

สัปดาห์นี้เจาะลึกขบวนการเชือดเหยื่อของ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่ปราบไม่หมดไม่สิ้น จึงต้องรู้ทันไว้ก่อนว่ามีอะไรบ้างที่เป็นกลลวงไปศึกษากัน

กระแสข่าวเรื่อง “ขบวนการคอลเซ็นเตอร์” (Call Center) ระบาดหนัก หลอกลวงเงินผู้เสียหายให้โอนเงินหลักแสนหลักล้าน ผมได้ฟังผ่านหู แต่ก็ไม่นึกว่าคนใกล้ตัวอย่างคุณแม่ผมจะโดนกับเขาด้วย โชคดีที่ยังไม่ได้เสียทรัพย์ให้กับเหล่ามิจฉาชีพไป

คุณแม่ของผมเล่าว่ามีโทรศัพท์โทรมาจาก บริษัทไปรษณีย์ไทย บอกว่ามีพัสดุจ่าหน้าถึงคุณแม่ สะกดชื่อ-นามสกุลและบอกที่อยู่ได้ถูกต้อง ท่านเลยเชื่อว่าไปรษณีย์โทรมาจริงๆ คู่สนทนาบอกว่าในพัสดุมีเงินอยู่ในนั้นหลายหมื่นบาท คุณแม่บอกว่าไม่รู้จักคนที่ส่งมาและไม่ใช่เงินของตัวเอง

ปลายสายที่บอกว่ามาจากไปรษณีย์แจ้งว่าจะมีตำรวจโทรมาสอบถามเพิ่มเติม อีกสักพักก็มีตำรวจโทรเข้ามา คุณแม่รับสายแล้วคุยต่อ ตำรวจจะหาทางช่วยคุณแม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ แต่ต้องขอทราบข้อมูลเพิ่มเติม ตำรวจ(ปลอม)สอบถามถึงบัญชีที่คุณแม่มีว่า…มีกี่บัญชีและมีบัญชีที่ไหนบ้าง??

คุณแม่ผมก็บอกไปหมด พอปลายสายขอทราบจำนวนเงินและให้ระบุเบอร์บัญชีเพื่อจะนำไปตรวจสอบกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงตรงนี้คุณพ่อผมได้ยินเข้า…เห็นว่ามีความผิดปกติ อยู่ๆ จะมาถามเบอร์บัญชีส่วนตัวกันได้อย่างไร จึงรีบให้คุณแม่วางหู

หลังจากนั้นผมได้คุยกับครอบครัว ซึ่งจำได้ว่าผมเคยเตือนท่านไว้นานแล้ว น่าจะประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา เพราะรายการเล่าข่าวตอนเช้าก็เอามาออกข่าว คุณแม่บอกว่าตอนนั้นจำได้ แต่พอเจอสถานการณ์จริงก็ตกใจ คุณพ่อบอกว่าเรื่องบัญชีส่วนตัวไม่มีใครบอกกันหรอก คุณแม่คิดว่าไม่อยากให้เป็นคดี จึงบอกเบอร์บัญชีให้ตำรวจไปเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

คุณแม่เล่าว่า พวกกลุ่มออกกำลังกายตอนเย็นก็โดนโทรมาหลอกกันเป็นแถว บางคนไม่เชื่อ บางคนเชื่อ หลายคนเผลอโอนเงินไปให้แล้วด้วย กำลังแจ้งความให้ตำรวจและติดต่อธนาคารให้ช่วยเหลือ ถัดมาอีกไม่กี่อาทิตย์ คุณแม่ของรุ่นพี่เกือบต้องเสียเงิน 9 แสน โชคดีว่าตอนที่กำลังจะไปโอนเงินนั้น ลูกชายตามมาช่วยทันเวลาพอดี

ผมเห็นดังนั้น เลยขอเข้าพบกับ พ.ต.ท.เขมรินทร์ พิศมัย รองผู้กำกับสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง และเป็นคณะกรรมการสืบสวนของศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ต.ท.เขมรินทร์ เป็นตำรวจที่มักจะอยู่ในหน้าสื่อมวลชนเสมอเวลาจับกุมขบวนการคอลเซ็นเตอร์ วันนี้ท่านสละเวลามาให้ผมสัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้

พ.ต.ท.เขมรินทร์ เล่าให้ฟังว่า เดิมที “ขบวนการคอลเซ็นเตอร์” เกิดขึ้นในประเทศไทยราว 10 ปีกว่าที่แล้ว ประเทศไทยเป็นศูนย์คอลเซ็นเตอร์ให้กับคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่โทรกลับไปหลอกคนจีนด้วยกัน ต่อมากฎหมายจีนเข้มงวดและรุนแรงขึ้น จึงไปสร้างคอลเซ็นเตอร์ที่อื่น รวมทั้งคนไทยโทรมาหลอกคนไทยด้วยกัน โดยศูนย์คอลเซ็นเตอร์ไปตั้งอยู่ที่ต่างประเทศแทน มีทั้งประเทศไต้หวันและประเทศเพื่อนบ้านของเรา เช่น ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ช่วงแรกเงินที่หลอกลวงมาได้จะถูกถ่ายโอนเงินโดยใช้โพยก๊วน หรือบริษัทที่ทำธุรกิจระหว่าง 2 ชาติ ไม่ว่าจะเป็นการหักเปอร์เซ็นต์การโอนเงิน หรือทำธุรกิจทัวร์ (ทัวร์ศูนย์เหรียญก็ใช่) คนมาเที่ยวไม่ต้องเสียเงิน

แต่ช่วงหลังจำนวนเงินที่หลอกได้คงมากขึ้น การจะใช้โพยก๊วนก็ทำได้จำกัด ประกอบกับมี Bitcoin และมีการปรับใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำให้ทำการหลอกลวงได้แนบเนียนขึ้น เช่น การโทรมาแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากองค์กรต่างๆ เบอร์ที่โชว์ก็ตรงกับเบอร์หน่วยงานจริงๆ เพราะมิจฉาชีพใช้ซอฟแวร์ทำเบอร์ปลอมได้ จะโทรไปเช็คเบอร์กับ 1133 ก็ตรง หรือแม้กระทั่งนำเบอร์ตำรวจจริง โชว์เบอร์ขึ้นมาหลอกได้ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ แต่ถ้าโทรเช็คจริงๆ จะไม่มีหน่วยงานราชการไหนจะให้ประชาชนทำธุรกรรมทางโทรศัพท์และหน้าตู้ ATM เด็ดขาด!!

ท่านยังกล่าวต่อไปว่า ด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยี โจรก็พัฒนาเรื่องพวกนี้ตามไปด้วย ใช้การโทรแบบ VoIP หรือ Voice over IP โทรศัพท์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสามารถโทรจากต่างประเทศได้ มีการปลอมเบอร์โทรและเลข IP ได้ แถมการโอนเงินเปลี่ยนเป็นใช้ Bitcoin ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิตอลของโลกออนไลน์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ยอมรับให้ใช้ชำระหนี้ตามกฎหมายได้ แต่บางประเทศยอมรับ ขบวนการคอลเซ็นเตอร์นำเงินที่หลอกมาได้ เปลี่ยนเป็น Bitcoin ได้มหาศาล

ผมสอบถามว่าผู้เสียหายปัจจุบันมีจำนวนเท่าไหร่ ใครเป็นผู้เสียหายบ้าง พ.ต.ท.เขมรินทร์ บอกว่ามีผู้เสียหายร้องเรียนเป็นร้อยราย มูลค่าความเสียหายหลายร้อยล้าน ทำให้รัฐไม่นิ่งนอนใจ จึงมีการตั้ง ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ขึ้นมา เป็นความร่วมมือของตำรวจ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และอีกหลายหน่วยงาน แม้ว่าการปราบปรามจะทำอย่างเข้มข้น จับขบวนการคอลเซ็นเตอร์ได้ทุกอาทิตย์ แต่ยังมีผู้เสียหายมาร้องเรียนอยู่ทุกวัน แสดงว่าประชาชนยังไม่ได้รับทราบข่าวสารตรงนี้

ผมถามว่าผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นเพศอะไรและอายุเท่าไหร่ พ.ต.ท.เขมรินทร์ ให้ข้อมูลว่า จากการจับกุมได้สอบสวนผู้ต้องหาพบว่า ขบวนการคอลเซ็นเตอร์ไปได้ข้อมูลชื่อและเบอร์โทรศัพท์มาจำนวนมาก จะสุ่มไล่โทรไปเรื่อยๆ มีทั้งผู้ชายและผู้หญิง มีทุกเพศและทุกวัย

แต่ส่วนใหญ่คนที่ตกเป็นเหยื่อให้กับขบวนการนี้มักจะเป็น ผู้หญิง มากกว่าผู้ชาย มีทุกอาชีพ ทั้งแม่บ้าน คุณหมอ พยาบาล รวมไปถึงผู้เกษียณอายุที่มีเงินบำเหน็จบำนาญก้อนสุดท้าย ก็ถูกหลอกเอาเงินไป ผู้เสียหายมีทุกอาชีพและหลากหลายระดับการศึกษา บางคนจบปริญญาโทจากเมืองนอกก็ถูกหลอกได้ เพราะคำพูดบางประโยคไปกระทบต่อสิ่งที่ทำให้เหยื่อกลัว เช่น ห่วงความปลอดภัยของลูกหลาน

ผมอยากรู้ว่า ขบวนการคอลเซ็นเตอร์ทำงานกันอย่างไร? เห็นคุณลุงเพื่อนคุณแม่บอกว่ามันพูดราวกับมีมนตร์สะกดทำให้ต้องเชื่อตาม พ.ต.ท.เขมรินทร์ บอกว่า พวกนี้จะมีการอบรมสำหรับฝึกพูด 1 เดือน มีบทสนทนาเตรียมไว้ให้ ไม่ได้มีมนตร์สะกดอะไรทั้งนั้น แต่ใช้ความกลัวทำให้เหยื่อหลงเชื่อ และมีการส่งไม้กันเป็นทอดๆ ถึง 3 ไม้ ได้แก่ ไม้แรก คือพวกโทรสุ่ม อาจจะอ้างว่ามาจากไปรษณีย์ เจ้าหน้าที่ธนาคาร เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด พอเหยื่อหลงเชื่อ ก็จะส่งให้ ไม้ถัดไป ได้แก่ ตำรวจ เจ้าหน้าที่จากแบงค์ชาติ

หลังจากนั้นจะปิดด้วย ไม้สุดท้าย จะเป็นคนพูดให้เหยื่อโอนเงินให้ การทำงานของขบวนการคอลเซ็นเตอร์จะทำคล้ายกับองค์กร มีการฝึกมาอย่างดี ใครที่พูดเก่งหลอกเหยื่อได้เยอะก็จะขยับขั้นขึ้นไปยังไม้ที่สูงขึ้น และจะได้เปอร์เซ็นต์จากเงินที่หลอกลวงมาได้ รายละ 4-5% พวกนี้จะโทรสุ่มหาเหยื่อที่หลงเชื่อทั้งวันทั้งคืน จนหมดวีซ่าท่องเที่ยว 1 เดือนถึงบินกลับบ้าน แล้วกลับไปทำใหม่

ผมสงสัยว่าเรื่องที่กุขึ้นให้เหยื่อหลงเชื่อนั้นแบบใดบ้าง พ.ต.ท.เขมรินทร์ บอกว่ามีทุกรูปแบบ ส่วนใหญ่จะเป็นการแจ้งเรื่องพัสดุไปรษณีย์ มีการโอนเงินเข้าบัญชีที่ผิดปกติ มีการจับยาเสพติดโดยมีบัญชีของเหยื่อเข้าไปเกี่ยวข้องต้องถูกอายัด มีโทรมาแจ้งหมายศาล ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นแบบใด ขบวนการคอลเซ็นเตอร์จะพูดให้เหยื่อรู้สึกกังวล กลัวมีความผิด หากต้องการแสดงความบริสุทธิ์จะต้องบอกชื่อบัญชีและจำนวนเงินที่มีอยู่ พอหว่านล้อมจนถึงจุดนี้จะขู่เหยื่อว่าไม่ให้บอกใคร เพราะเขากำลังจะซิกแซกช่วยเหลือเหยื่ออยู่

“แล้วตำรวจจับกุมมาได้ยังไงครับ?” พ.ต.ท.เขมรินทร์ บอกว่าทำได้ไม่ง่ายเลย เพราะส่วนใหญ่จะทำอยู่ต่างประเทศ ต้องประสานขอความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในการเข้าจับกุม หรือก็ต้องรอจับกุมเมื่อพวกนี้กลับเมืองไทย ซึ่งจริงๆ แล้ว ทางตำรวจเองอยากได้รับความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารต่างๆ กสทช. ผู้ให้บริการทางอินเทอร์เน็ต เพราะขั้นตอนต่างๆ ต้องทำหนังสือเข้าไป กว่าจะอนุมัติ คนร้ายก็หนีไปแล้ว และมีมูลค่าความเสียหายไปเรียบร้อย เช่น มีการจ้างให้ผู้อื่นเปิดบัญชีแล้วขอบัตร ATM เพื่อใช้ในการโอนเงิน พอตำรวจรู้ก็ไม่สามารถออกหมายจับ ทำได้แต่ออกหมายเรียก พอเจ้าของบัญชีรู้ ก็แจ้งไปที่ผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างก็หนีไปก่อนที่ตำรวจจะตามถึงตัวคนร้ายได้ เป็นต้น

พ.ต.ท.เขมรินทร์ ทิ้งท้ายว่า มี 2 แนวทางที่จะช่วยเหลือเรื่องนี้ได้ คือ “ปราบปราม” ซึ่งตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่นิ่งนอนใจ ตามกวาดล้างขบวนการคอลเซ็นเตอร์กันทุกวัน พยายามจะเอาผู้กระทำความผิดมาลงโทษและนำทรัพย์สินที่สูญเสียไปคืนกลับมาให้ได้ อีกอย่างคือ “การป้องกัน” อยากให้สื่อมวลชนและประชาชนช่วยกันบอกต่อ เพราะคนที่อ่านข่าวจะรู้ทัน คนที่ไม่เคยรู้ต้องมีคนบอกให้ทราบ จะลดความสูญเสียไปได้อีกมากเลยครับ

ถ้าใครต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับขบวนการคอลเซ็นเตอร์หรือต้องการขอความช่วยเหลือ โทรไปที่ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้เบอร์ HOTLINE ตำรวจท่องเที่ยว 1155 หรือโทรแจ้ง ปปง. ได้ที่เบอร์ 1710 ก็ได้ครับ

สุดท้ายนี้ พ.ต.ท.เขมรินทร์ เน้นย้ำว่า ไม่มีหน่วยงานราชการไหนจะโทรไปสอบถามข้อมูลบัญชีธนาคารจากประชาชน และให้ประชาชนทำธุรกรรมทางโทรศัพท์ หรือหน้าตู้ ATM เด็ดขาด เพราะฉะนั้นถ้ามีการโทรเข้ามาในลักษณะนี้ให้เอะใจได้เลยครับว่าเป็น “การหลอกลวง” แน่นอน!!