“ทักษิณ”อ่วมถูกสกัดทุกทาง-ฮึดสู้หรือโยนผ้า

เมืองไทย 360 องศา
“ถ้าใครอยากอยู่ต่างประเทศก็ให้อยู่ไป”

ยังจำคำพูดทิ้งท้ายของ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่กล่าวในสนามช้าง อารีนา สนามฟุตบอลของสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่เรียกเสียงเฮจากพี่น้องประชาชนร่วมสองสามหมื่นคนในสนามดังกล่าว ก่อนโบกมืออำลา

แน่นอนว่าไม่ได้เอ่ยชื่อว่าเป็นใคร แต่ทุกคนก็ย่อมรู้ดีว่าน่าหมายถึง “ทักษิณ ชินวัตร”ค่อนข้างแน่ และเชื่อว่า คนที่พูดก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ย่อมต้องมีทีเด็ดอยู่ในมือ หรือไม่ก็ต้องมั่นใจได้แล้วว่าต้องสู้ได้หรือ”เหนือกว่า”

หากพิจารณาถึงบรรยากาศในวันนั้นที่อยู่ท่ามกลางมวลชนในถิ่น “เซาะกราว”ของ เนวิน ชิดชอบ อดีตลูกน้องเก่าของ ทักษิณ ชินวัตร ที่เคยเอ่ยวาทะ “มันจบแล้วครับนาย” แล้วตัดฉับความสัมพันธ์ พลิกขั้วมาหนุน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีในเวลานั้น

และจากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ วันที่ เนวิน ชิดชอบ มีบารมีคับแผ่นดินบุรีรัมย์ไปแล้ว เพราะมีการแต่งเติมอย่างต่อเนื่องจนเติบใหญ่ ขณะที่ฝ่าย ทักษิณ ชินวัตร ที่ทุกอย่างถูกตัดตอนเชื่อมต่อไม่ติด ทุกวันนี้จะว่าไปแล้วล้วนแต่ต้องกิน”บุญเก่า”ที่เคยมีอยู่เท่านั้น และนับวันในพื้นที่ภาคอีสานก็รวมตัวกันติดได้ยาก มันเหมือนกับขาดหางเสือ ไม่มีทิศทาง

อย่าได้แปลกใจที่เวลานี้บรรดามวลชนเสื้อแดงที่เคยถูกใช้เป็นฐานทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยก็เนิ่มแตกคอกันมากขึ้นทุกที มีการด่าทอบรรดาแกนนำในส่วนกลางแบบไม่เกรงใจ จากที่เริ่มขัดแย้งกันในเรื่องของการตั้งพรรคของคนเสื้อแดงขึ้นมาเอง กับการสนับสนุนพรรคเพื่อไทยต่อไป

นั่นคือศักยภาพของ เนวิน ชิดชอบ ที่ยังเดินหน้าต่อไป โดยเปลี่ยนรูปแบบมาใช้กีฬานำหน้า ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ยังตีคู่มากับ”พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่หากย้อนกลับไปในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พวกเขาก็เริ่มแตะมือกันมาตั้งแต่ตอนนั้น ในช่วงที่ พล.อ.ประวิตร ยังเป็นรัฐมนตรีว่การกระทรวงกลาโหม และใช้มวลชน”สีน้ำเงิน”เป็นฐานเคลื่อนไหวชนกับมวลชนเสื้อแดงในภาคอีสาน แม้ตอนนั้นยังเป็นรองแบบเทียบกันไม่ได้ แต่มาวันนี้แม้ว่าจะไม่ใช่สีเสื้อแบบนี้แล้ว เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว

นั่นคือแบ็กกราวด์ที่ชี้ให้เห็นถึงความต่อเนื่อง ของฟากฝ่าย เนวิน ชิดชอบ และเชื่อมโยงกับ “ประยุทธ์-ประวิตร”ในนามของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่ถืออำนาจรัฐกุมทุกอย่างในมือเอาไว้นานต่อเนื่องถึง 4 ปีแล้ว และบรรยากาศในวันที่ 7-8 พฤษภาคมที่ผ่านมา ก็ไม่จำเป็นต้องไปวิเคราะห์ว่าใครดูดใครให้เสียเวลา แต่เอาเป็นว่าวินวินกันทั้งสองฝ่ายก็แล้วกัน

หันมาทางฟาก ทักษิณ ชินวัตร กันบ้าง ไม่ต้องเดาก็รับรู้กันว่า”อ่วม” เพราะนาทีนี้หากจะพูดไปก็ต้องบอกว่าเจอกับคู่ปรับที่น่ากลัวที่สุดแล้วอย่างแท้จริงแล้ว นั่นคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ในวงการรับรู้กันว่า”ขบเหลี่ยม”กันมาตั้งแต่เตรียมทหาร ที่ทักษิณ รุ่น ตท.10 ขณะที่ ประยุทธ์ ตท.12 และหากย้อนไปไม่นานแม้กระทั่งในยุคที่ ทักษิณ ชินวัตร กำลังเบ่งบานในอำนาจขีดสุดก็ยังต้องระแวดระวัง”บิ๊กตู่”ที่กำลังโตพรวดพราดขึ้นมาในกองทัพ จาก”ทหารเสือราชินี” และเรียกขานกันว่า”บูรพาพยัคฆ์”นั่นแหละ ซึ่งจุดพลิกผันและเส้นทางของแต่ละฝ่ายมาจนถึงวันนี้ก็ได้เห็นกันแล้ว

สำหรับ ทักษิณ ชินวัตร นาทีนี้ก็ต้องยอมรับความจริงว่าเป็นรอง แทบจะทุกด้าน แขนขาที่คิดว่าจะพลิกกลับมาเอาคืนได้ก็เริ่มตีบตัน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย ที่ในสนามเลือกตั้งต้องเจอกับกลไกทางรัฐธรรมนูญใหม่ที่ไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย และเวลานี้ยังหา”หัว”ที่โดดเด่นไม่ได้เลย ที่มีชื่อโผล่ออกมาให้เห็น ไม่ว่าจะเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หรือใครก็ตามมันก็มีศักยภาพแค่ระดับท้องถิ่นเท่านั้น มิหนำซ้ำภายในก็ยังไม่ได้รับการยอมรับที่เต็มร้อย ขณะที่มวลชนเสื้อแดงก็ถือว่าแตกกระสานซ่านเซ็นเพราะระดับแกนนำถูกจองจำ ถูกปิดปาก หัวหดไม่กล้าเคลื่อนไหว

ขณะที่ “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร และ”นายหญิง”ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังหลบหนีคดีในต่างประเทศ และยังมีอีกหลายคดีกำลังรุมเร้าเข้ามา ล่าสุด ทักษิณ ก็เพิ่งถูกปปช.ฟ้องในคดีฟื้นฟูกลุ่มทีพีไอเข้ามาอีก และยังไม่นับหลายคดีที่กำลังถูกรื้อมาดำเนินคดีลับหลังตามกฎหมายใหม่

ดังนั้นหากให้พิจารณาจากสภาที่เป็นอยู่เวลานี้ทำให้ต้องจับตามองว่า ทักษิณ ชินวัตร จะกัดฟันสู้ให้สุดหรือจะโยนผ้ายอมแพ้ แทหากให้ประเมินจากภายนอกเข้าไปก็พอจับทางดูออกว่าน่าจะมาแบบ”ประคองตัว”รอจังหวะไปก่อน ต่อเนื่องไปจนหลังเลือกตั้งครั้งนี้ นอกเหนือจากมีเหตุการณ์ไม่คาดหมาย แต่หากคู่ต่อสู้ยังเป็น “บิ๊กตู่” บอกได้คำเดียวว่าในสถานการณ์อันใกล้นี้ ถือว่าหนักหนา สาหัส !!

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์